ยาขับเลือด คืออะไร? | ร้านขายยาทั่วไปจะมีขายมั้ยค่ะ? – มีคำตอบ กูรู

พิเศษ

ยาขับเลือด คือยาบำบัดแบบแผนโบราณของจีน ช่วยกระตุ้นเซลล์โดยการเพิ่มออกซิเจน
และระบายของเสียในเซลล์ กระตุ้นระบบเมตาบอลิซึ่มของร่างกาย
กระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น สุขภาพร่างกายแข็งแรง
เป็นที่รู้จักแพร่หลายมานานนับพันปี แต่เมื่อไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมานี้
มีความเชื่อว่ากินยาขับเลือด แล้วสามารถทำให้ยุติการตั้งครรภ์ได้!!!
ซึ่งเป็นความเชื่อผิดๆ

จนถึงยุคปัจจุบัน มียาค้นพบตัวใหม่ชื่อว่า Mifepristone มีชื่อย่อว่า RU-486
เป็นยาที่ผลิตมาเพื่อทำแท้งโดยเฉพาะ ทำหน้าที่ยุติการตั้งครรภ์
ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของสารโปรเจสเตอโรน(Progesterone)ทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลง
กรณีสตรีมีครรภ์ได้รับยา RU-486 เข้าไปจะทำให้เกิดอาการแท้งบุตร
RU486 ไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้ามาในประเทศ แต่มีผู้ลักลอบนำเข้ามาจำหน่าย
ใช้ชื่อเรียกภาษาชาวบ้านว่า ยาขับเลือด ทับศัพท์เดิมไป (-_-)”
จุดประสงค์เพื่อให้คนจำได้ง่าย เข้าใจง่ายกว่า RU-486 ซึ่งเป็นภาษาอังกฤษ และ ศัพท์เฉพาะ

บทสรุป
ยาขับเลือด ในอดีตคือยาช่วยกระตุ้นระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง
ยาขับเลือด ในปัจจุบันคือยา RU-486 (Mifepristone) หรือมีศัพท์ใหม่ว่า ยาทำแท้ง นั้นเอง

ต้องการสั่งซื้อยาขับเลือด

ติดต่อคลินิกแพทย์หญิงวิภาวรรณ http://clinicparada.com โทร.061-6248763

ยาขับเลือด

จังหวัดที่จัดส่งของ :
เชียงราย
เชียงใหม่
น่าน
พะเยา
แพร่
แม่ฮ่องสอน
ลำปาง
ลำพูน
อุตรดิตถ์
กาฬสินธุ์
ขอนแก่น
ชัยภูมิ
นครพนม
นครราชสีมา
บุรีรัมย์
มหาสารคาม
มุกดาหาร
ยโสธร
ร้อยเอ็ด
เลย
สกลนคร
สุรินทร์
ศรีสะเกษ
หนองคาย
หนองบัวลำภู
อุดรธานี
อุบลราชธานี
อำนาจเจริญ
กรุงเทพมหานคร
กำแพงเพชร
ชัยนาท
นครนายก
นครปฐม
นครสวรรค์
นนทบุรี
ปทุมธานี
พระนครศรีอยุธยา
พิจิตร
พิษณุโลก
เพชรบูรณ์
ลพบุรี
สมุทรปราการ
สมุทรสงคราม
สมุทรสาคร
สิงห์บุรี
สุโขทัย
สุพรรณบุรี
สระบุรี
อ่างทอง
อุทัยธานี
จันทบุรี
ฉะเชิงเทรา
ชลบุรี
ตราด
ปราจีนบุรี
ระยอง
สระแก้ว
กาญจนบุรี
ตาก
ประจวบคีรีขันธ์
เพชรบุรี
ราชบุรี
กระบี่
ชุมพร
ตรัง
นครศรีธรรมราช
นราธิวาส
ปัตตานี
พังงา
พัทลุง
ภูเก็ต
ระนอง
สตูล
สงขลา
สุราษฎร์ธานี
ยะลา

Design & Search Engine Optimization for Google.co.th

เนเธอร์แลนด์ก็มีกฏหมายทำแท้งเหมือนกัน

การทำแท้งในเนเธอร์แลนด์ได้รับการรับรองอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1984 ทำให้การทำแท้งเป็นไปตามความต้องการจนถึงสัปดาห์ที่ยี่สิบเอ็ด [1]การทำแท้งด้วยเหตุผลทางการแพทย์สามารถทำได้จนถึง 24 สัปดาห์ [1]มีระยะเวลารอคอยห้าวันสำหรับการทำแท้ง

การทำแท้งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาของปี 1886 ความเชื่อมั่นล้วน แต่ถูกกีดกันอย่างไรก็ตามตามข้อกำหนดที่ฝ่ายโจทก์พิสูจน์ว่าทารกในครรภ์ยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งการทำแท้ง การกระทำทางศีลธรรมปี 1911 ปิดช่องโหว่นี้และห้ามการทำแท้งอย่างเคร่งครัดทั้งหมดยกเว้นการกระทำเพื่อช่วยชีวิตหญิงตั้งครรภ์

ถูกต้องตามกฎหมายมาถึงแถวหน้าของการอภิปรายสาธารณะในประเทศเนเธอร์แลนด์ในช่วงปี 1970 เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกอื่น ๆ อีกมากมายเปิดเสรีกฎหมายของพวกเขา อย่างไรก็ตามStaten-Generaalไม่สามารถบรรลุฉันทามติระหว่างผู้ถูกต้องตามกฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์กับผู้ที่ยินยอมให้ทำแท้งและผู้ที่นิยมใช้มาตรการประนีประนอม กฎหมายการทำแท้งที่ขัดแย้งถูกส่งผ่านในปี 1981 ด้วยคะแนนเสียงสวิงเดี่ยว: 76 โปรและ 74 ต่อต่อต้านในสภาผู้แทนราษฎรและ 38 โปรและ 37 กับวุฒิสภาใน กฎหมายออกจากการทำแท้งอาชญากรรมเว้นแต่จะดำเนินการที่คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ออกใบรับรองการทำแท้งอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์และผู้หญิงที่ขอทำแท้งประกาศว่าเธอคิดว่าเป็นเรื่องฉุกเฉิน กฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1984

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลดัตช์ทั่วไปมากกว่า 100 แห่งที่ได้รับการรับรองให้ทำแท้งและมีคลินิกทำแท้ง 17 แห่ง การทำแท้งมากกว่า 90% เกิดขึ้นในคลินิกเฉพาะทาง

ในประเทศเนเธอร์แลนด์การทำแท้งที่ดำเนินการโดยคลินิกที่ได้รับการรับรองหรือโรงพยาบาลนั้นได้รับอนุญาตอย่างมีประสิทธิภาพ ณ จุดใด ๆ ระหว่างความคิดและความมีชีวิตภายใต้ระยะเวลารอห้าวัน หลังจากไตรมาสแรกขั้นตอนจะเข้มงวดขึ้นเนื่องจากแพทย์สองคนต้องยินยอมให้รักษา ในทางปฏิบัติการทำแท้งจะดำเนินไปจนถึงประมาณ 24 สัปดาห์ในการตั้งครรภ์แม้ว่าข้อ จำกัด นี้เป็นหัวข้อของการสนทนาอย่างต่อเนื่องในหมู่แพทย์ในเนเธอร์แลนด์เนื่องจากเนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์เมื่อเร็ว ๆ นี้บางครั้งทารกในครรภ์สามารถพิจารณาได้ จากการถกเถียงครั้งนี้การทำแท้งทำได้ไม่บ่อยนักหลังจากตั้งครรภ์ได้ 22 สัปดาห์ การทำแท้งจะต้องดำเนินการในโรงพยาบาล

จำนวนการทำแท้งค่อนข้างคงที่ในศตวรรษที่ 21 ประมาณ 28,000 ต่อปี [2] [3]ตั้งแต่ปี 2010 อัตราการทำแท้ง 9.7 การทำแท้งต่อผู้หญิง 1,000 คนที่มีอายุระหว่าง 15–44 ปี

กลุ่มประเทศในอียู ร่วมรณรงค์วิธีการสอนนับอายุครรภ์

วันนี้มีกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ในหลายประเทศในยุโรปได้ออกมาเดินรณรงค์ให้โรงพยาบาลเปิดหลักสูตรการสอนนับอายุครรภ์ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อเป็นวิทยาทานในการสำรวจอายุครรภ์ด้วยตัวเองก่อนที่จะวางแผนครอบครัวต่อไป โดยในงานได้มีประชาชนจำนวนมากที่ให้ความสนใจออกมาร่วมฟังในครั้งนี้ร่วม 2,000 คนเลยทีเดียว สำหรับเนื้อเรื่องเด่นว่าด้วยการสอนนับอายุครรภ์มีดังนี้

การนับอายุครรภ์ เราจะเริ่มนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย หน่วยของอายุครรภ์จะนับเป็นสัปดาห์จากปฏิทินสมมุติให้วันนี้คือวันที่ 30 มีนาคม วันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุดคือวันที่ 30 ม.ค.

ดังนั้นอายุครรภ์คือ ประมาณ 8 สัปดาห์ ถือเป็นการยกตัวอย่างแบบง่ายให้ผู้สนใจได้เข้าใจหลักเกณฑ์

งานทำแท้งที่จัดโดยกรมอนามัยของมาเลเซีย

กรมอนามัยของประเทศมาเลเซีย ได้จัดนิทรรศการชื่อว่าอบรมการทำแท้ง สำหรับหญิงที่ต้องการทำแท้ง
ภายในงานได้เชิญวิทยากรที่พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำแท้งที่ปลอดภัยด้วยยา


วิธีการทางเพศ – ระบบประสาทเพื่อแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเพศและสิทธิในการเจริญพันธุ์ (SRHR) ผู้ชมแต่ละคนจะได้รับแผ่นพับ, แมกกาซีน,
สติกเกอร์และปุ่มพินแบ็คที่ทำแท้งอย่างปลอดภัย

ภายในนิทรรศการมีบรรยายเกี่ยวกับวิธีการทำแท้งด้วยวิธีต่างๆ ตัวอย่างยา cytotec, ru486, cytolog
โดยนิทรรศการนำผู้ชมไปรับชมข้อเท็จจริงและประสบการณ์ของบุคคลที่เคยทำแท้งด้วยยามาก่อน
การบรรยายยังกล่าวถึงประเด็นหลัก 4 ข้อคือ

อย่างแรกคือตลาดมืดของยาทำแท้ง
ประการที่สองเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำแท้งทั้งในสื่อออฟไลน์และออนไลน์
ประการที่สามพื้นที่ของบุคคลที่มองหาการทำแท้ง
ประการที่สี่ตำนานและวิธีการทำแท้งที่อันตราย ในที่สุดสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบุคคลที่เกิดจากวิธีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

ผู้เข้าชมยังได้มีส่วนร่วมในเกมต่างๆในกิจกรรมนั้นๆ และยังได้ ฉายภาพยนตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดนิทรรศการเช่นกัน การฉายภาพยนตร์ได้สัมผัสกับ
ประวัติศาสตร์ของยาทำแท้งและปัญหาทางการเมืองและการเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัยนอกประเทศมาเลเซีย การฉายภาพยนตร์เรื่องเรือ (2014)
ได้สรุปนิทรรศการที่เกี่ยวกับการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัยเป็นปัญหาที่ควรค่าแก่การจดจำ

ยากไหมหากจะซื้อยาทำแท้งมาทำเองที่บ้าน

ไม่คุณสามารถใช้ ru486 และ cytotec ได้ด้วยตัวเอง การใช้ Mifepristone และ Misoprostol นั้นง่ายพอๆกับการใช้ยาสอดทั่วไป คุณจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ของเราอย่าถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการใช้ยา โทรเข้ามาหาเราเพื่อรับคำปรึกษา หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนใด ๆ ของกระบวนการคุณสามารถติดต่อสายด่วน การทำแท้งด้วยยาไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในโรงพยาบาลหรือคลินิกปฐมพยาบาล 64 ความเสี่ยงของการทำแท้งด้วยยาเหมือนกันกับการแท้ง ประมาณ 15% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมดสิ้นสุดในการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตรเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงพยาบาล แต่มักจะอยู่ที่บ้าน ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้วิธีจัดการกับตัวเองและไปโรงพยาบาลเฉพาะในกรณีที่มีปัญหาเช่นเลือดออกหนักหรือมีไข้ การทำแท้งด้วยยาทำให้เกิดการแท้ง

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจากต่างประเทศแนะ “วิธีใช้ยาทำแท้งอย่างปลอดภัย”

วันนี้ 30 มิถุนายน 2562 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจากสหรัฐอเมริกาได้ออกมาแนะนำวิธีการทำแท้งอย่างปลอดภัย เพื่อให้วัยรุ่นที่ไม่พร้อมมีบุตรได้เรียนรู้วิธีการใช้ยา โดยมีเนื้อหาดังนี้

  • ขั้นตอนที่1 ทาน ru486 (Mifepristone) 1 เม็ด
  • ขั้นตอนที่2 หลังจากนั้น 12 ชั่วโมง สอดยา cytotec (Misoprostol) 4 เม็ด เข้าทางช่องคลอด โดยต้องสอดให้ยาเข้าไปจนถึงหน้าปากมดลูก

หากเลือดไหลน้อยกว่าที่คุณคาดการณ์ไว้หรือหากคุณสงสัยว่ากระบวนการการแท้งได้เริ่มขึ้นแล้วหรือไม่หลังจากที่ใช้ยาไมโซโพรสทอลโดสแรกไปแล้ว3 ชั่วโมงให้คุณสอดยาไมโซโพลสทอลอีกสองเม็ดไว้ใต้ลิ้นอมไว้30 นาทีจนเม็ดยาละลายหลังผ่านไป30 นาทีให้คายเม็ดยาส่วนที่เหลือทิ้ง 

หากเลือดของคุณยังไม่ไหลและคุณยังเหลือยาไมโซโพรสทอลอยู่ให้คุณทำแบบเดิมซ้ำคือสอดไมโซโพรสทอลไว้ใต่ลิ้นอมไว้30 นาทีแล้วคายทิ้งเช่นนี้ทุกๆ3 ชั่วโมงต่อไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะเริ่มมีเลือดไหลได้สูงสุดไม่เกินอีก5 รอบ ทั้งหมด

เราแนะนำให้คุณใช้ยาไมโซโพรสทอลด้วยการสอดยาไว้ให้ลิ้น เนื่องจากวิธีนี้จะไม่มีตัวยาหลงเหลืออยู่ในร่างกายของคุณในกรณีที่คุณจำเป็นต้องไปโรงพยาบาล  เนื่องจากไม่มีการตรวจเลือดใดที่สามารถตรวจพบตัวยาไมโซโพราทอลในร่างกายของคุณได้ ดังนั้นแพทย์จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณพยายามทำแท้งเองด้วยยา

“ท้องไม่พร้อม” กับวิธีการคุมกำเนิดอย่างปลอดภัย

ทำไมประเทศไทยถึงเกิดปัญหา “การท้องไม่พร้อม” ซึ่งหากมองถึงต้นเหตุคนเราก็คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ควบคุมง่าย เหตุใดจึงไม่รู้จักคุมกำเนิด เพราะคุมไม่ยาก น่าจะมุ่งเน้นที่การป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์กันมากกว่า ส่วนการแก้ที่ปลายเหตุด้วยการทำแท้งไม่น่าจะสนับสนุน

แต่เรื่องนี้ก็เป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน เพราะการที่ผู้หญิงทำแท้งไม่ได้ เลี้ยงลูกก็ไม่ได้ แล้วทิ้งลูกที่เกิดมาก็มีอยู่ในสังคมตลอด เธอและคู่คิดและทำเช่นนั้น มีเหตุผลมาจากอะไร การไม่ป้องกันหรือป้องกันได้ไม่ดีนั้นมีเหตุจากอะไร?

วันที่ 20 ต.ค. เครือข่ายแพทย์อาสา แจ้งมาว่า พบศพทารกในกล่องหน้าบ้านเช่าที่ จ.สุรินทร์ มีจดหมายแนบในกล่อง ความว่าไม่มีปัญญาเลี้ยง คาดว่าทารกขาดอากาศและเสียชีวิต กรณีแบบนี้หากทำแท้งตั้งแต่ตั้งท้องไม่พร้อม 2 – 3 เดือนแรกจะดีกว่าไหม?

16 ธ.ค. เขตยานนาวา กรุงเทพฯ พบทารกแรกเกิดถูกทิ้งที่หน้าบ้าน ในซอย มีเสื้อยืดสีแดงห่อตัวคลุมด้วยเสื้อกันหนาวสีดำ ทารกแข็งแรงดี

5 ม.ค. ที่อำเภอหางดง จ.เชียงใหม่ มีทารกอยู่ในกระเป๋าวางทิ้งข้างสระน้ำ ชาวบ้านมาพบ อาการปลอดภัย

18 ก.พ. ที่อำเภอร้องกวาง จ.แพร่ คนขายลอตตารี่พบทารกวางทิ้งอยู่ข้างโกดังร้าง ตำรวจคาดว่าวัยรุ่นท้องไม่พร้อมแอบมาคลอดในห้องน้ำคนงาน ทารกถูกนำส่งโรงพยาบาล อาการปลอดภัย

อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีรายงานศึกษาเรื่อง เด็กถูกทอดทิ้ง: ปัญหาที่สังคมต้องเยียวยา โดยนายพศิษฐ์ สิงห์ลำพอง ว่าสาเหตุสำคัญของการทิ้งเด็กคือการขาดความพร้อมที่จะเลี้ยงลูกได้ จากปัญหาความเข้าใจในการมีครอบครัว ฐานะการเงิน ยังต้องศึกษาต่อ รวมทั้งเป็นการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ปัญหาครอบครัวในเรื่องการใช้ความรุนแรง การหย่าร้าง เด็กพิการ ซึ่งผลกระทบจากการทิ้งเด็กจะสร้างภาระให้กับสังคมที่จะต้องดูแล และจะมีผลกับเด็ก คือมีพัฒนาการล่าช้า รวมถึงการไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ทำให้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

ลุงหมอจะเล่าความจริงเรื่องการคุมกำเนิด ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ท้องแบบ “เซอร์ไพรส์” โดยลุงหมอขอเรียกว่า “แบบอย่างการปฏิบัติการป้องกันการท้อง” มีดังนี้ คือ

1.”ความประมาท” นักศึกษาวัย 16 ปีกับแฟนวัยเดียวกัน มีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ค่อยคุม เพราะคิดว่ามีอะไรกันแล้ว ประจำเดือนก็มาปกติดี จึงไม่คิดว่าจะท้องง่ายๆ ปรากฏว่าตั้งครรภ์ 8 สัปดาห์แล้ว

2.”ความกลัว” นักศึกษาวัย 18 ปี เวลาแฟนใส่ถุงยางแล้วเจ็บ แฟนก็เลยหลั่งภายนอก มีเผลอหลั่งในบ้าง และบางครั้งก็ใส่ถุงยาง ถุงยางรั่ว จึงกินยาคุมฉุกเฉิน 1 เม็ดห่างกัน 12 ชั่วโมง ผลคือท้อง

3.”ความเผลอ” นักศึกษาสาวท้องได้ 4 สัปดาห์ 2 วัน มีแฟนอยู่แล้วอายุ 50 ปี แต่เผลอไปมีอะไรกับผู้ชายอีกคน เธอว่า “หนูเมาค่ะ เขาก็เมา เลยไม่ได้ป้องกัน”

4.”กินยาคุม 2 อย่าง” สาววัย 19 ปี ทำงานแล้วมีลูก 2 คน ท้องได้ 6 สัปดาห์กับแฟนใหม่แล้วเลิกกัน คุมกำเนิดด้วยการกินยาคุมฉุกเฉินแล้วต่อด้วยยาคุมชนิดรายเดือน

5.”กินๆ หยุดๆ” นักศึกษาวัย 15 ปีท้อง เนื่องจากกินยาคุมรายเดือนไม่ต่อเนื่อง กิน 1 เดือน หยุด 1 เดือน เธอบอกว่า หาร้านขายยายาก จึงขี้เกียจออกไปหาซื้อตามจังหวัดข้างเคียง และบอกว่ากินยาคุมแผงหนึ่งก็จะคุมต่อได้อีก 1 – 2 เดือน ซึ่งช่วงที่เธอหยุดกินก็มีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ใช้ถุงยางหรือใช้วิธีหลั่งภายนอก

6.”กลัวยาคุมมีผลต่อลูก” สาววัย 20 ปี ตั้งครรภ์ 8 สัปดาห์ สามีของเธอคิดว่าการกินยาคุมทั้งแบบรายเดือนและฉุกเฉินจะมีผลเสียต่อการมีลูก จากที่พบข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่าอาจไม่มีลูก หรือมีลูกที่ไม่แข็งแรง ทำให้ระบบภายในมีปัญหา จึงคุมแบบหลั่งภายนอก

7.”หลั่งภายนอกครั้งที่ 2 พลาด” สาววัย 18 ปี เธอแต่งงานกับสามีอายุ 50 ปี สามีคิดว่าอายุมากแล้วและอนาคตฝ่ายหญิงอาจมีผู้ชายคนใหม่จึงไม่อยากให้กินยาคุม เพราะกลัวผลกระทบจะมีลูกยาก เลยใช้วิธีหลั่งภายนอกมาได้ 1 ปี เพราะมั่นใจว่าหลั่งนอกได้ถูก พอมีเพศสัมพันธ์ต่อครั้งที่ 2 ก็หลั่งนอกอีก ตอนนี้เธอท้องได้ 14 สัปดาห์

8.”กลัวการใช้ถุงยาง” นักศึกษาวัย 21 ปี คบกับแฟนได้ 6 เดือน และมีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุ 17 ปีโดยใช้ถุงยางอนามัยตลอดก็ไม่เคยท้อง เธออ่านพบบทความในวารสารว่า ถ้าใช้ถุงยางจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ก็เลยคิดว่ามีส่วนไหมที่ทุกวันนี้คนเป็นมะเร็งปากมดลูกกันเยอะ ก็เลยให้แฟนใช้วิธีหลั่งภายนอก ผลคือ ท้อง

9.”ไม่ลืมกินยาคุม” หญิงวัย 40 ปี ตั้งแต่แต่งงานมาได้ 1 ปี จะกินยาคุมทุกวันก่อนนอน โดยไล่กินตามแถวของแผงยาตลอด คิดว่าไม่ลืมกิน และไม่เคยหยุดกิน ตอนนี้มีแฟนใหม่ชาวต่างประเทศอายุ 55 ปี ท้องได้ 8 สัปดาห์ 6 วัน

10.”นานๆ สามีกลับบ้าน” หญิงวัย 35 ปี ท้อง 12 สัปดาห์ 5 วัน เพราะไม่ได้คุมกำเนิด เธอผ่าตัดถุงน้ำรังไข่ข้างหนึ่งหลายปีก่อน อีกอย่างแฟนทำงานต่างจังหวัด นานๆ กลับมาบ้านที เลยคิดว่าไม่น่าจะท้องง่าย

11.”ลืมกินยาคุมไป 3 วัน” สาววัย 25 ปี ท้อง 7 สัปดาห์ เธอไม่กล้าฉีดยาคุมเพราะกลัวเข็มและการฉีดยา และเคยได้ยินว่าต้องมีลูกก่อนจึงจะฉีดยาคุมได้ ครั้งนั้นเธอไปต่างจังหวัดโดยไม่ได้เอายาคุมไปด้วย ไม่ได้กินยา 2 วัน ซึ่งเป็นช่วง 10 กว่าวันหลังมีประจำเดือน และมีเพศสัมพันธ์กับแฟนครั้งเดียว โดยไม่ได้สวมถุงยาง รุ่งเช้ากินยาคุมฉุกเฉิน แต่ก็ยังท้อง เธอแปลกใจว่าทำไมยังท้องได้

แพทย์มะกันมีความผิดฐานสังหารทารก 3 ราย จากคลีนิกทำแท้งผิดกฎหมาย

แพทย์ชาวอเมริกันรายหนึ่งถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมทารก 3 ราย ที่เป็นผลจากการทำแท้งอย่างผิดกฎหมาย

นายแพทย์ เคอร์มิต กอสเนลล์ วัย 72 ปี สูตินรีแพทย์ชาวเมืองฟิลาเดลเฟีย ถูกดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรมทารก 3 ราย ที่เสียชีวิตจากผลของการทำแท้งอย่างผิดกฎหมายเมื่อ 3 ปีก่อน รวมถึงการสังหารทารกรายที่ 4 ที่ถูกตัดลำคอ และข้อหาการทำให้คนตายโดยไม่เจตนา หลังจากที่ผู้ป่วยรายหนึ่งเสียชีวิตจากการรับยามากเกินไป ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรงและอาจต้องรับโทษประหารชีวิต


อัยการเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ระบุว่า นพ.กอสเนลล์ มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ด้วยการรับทำแท้งหญิง 3 คน โดยใช้กรรไกรตัดเส้นประสาทบริเวณไขสันหลังของทารกแต่ละราย และความผิดในการทำให้คนตายโดยไม่เจตนา จากการวางยาสลบหญิงรายหนึ่งที่มาทำแท้งในปริมาณที่มากเกินขนาด ซึ่งทำให้เธอหัวใจวายและเสียชีวิต เมื่อช่วงเดือนม.ค. 2011

ผลการพิจารณาคดีในศาลพบว่า หนึ่งในทารกที่เสียชีวิต มีอายุเกือบ 30 สัปดาห์ ขณะที่ตัวอ่อนทารกอีกรายพบว่าพยายามยื้อเพื่อมีชีวิตต่ออีกนานกว่า 20 นาที ส่วนตัวอ่อนทารกรายที่สาม พบว่าถูกเอาออกในห้องน้ำ ก่อนที่เจ้าหน้าที่คลีนิกจะใช้กรรไกตัดเส้นประสาทบริเวณไขสันหลัง

ศาลยังตัดสินให้ นพ.กอสเนลล์มีความผิดอีก 21 กระทง ซึ่งเท่ากับจำนวนหญิงมีครรภ์ที่มารับบริการทำแท้งเถื่อนที่คลินิกของเขา ซึ่งทุกรายล้วนมีอายุครรภ์เกิน 24 สัปดาห์ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐเพนซิลเวเนีย ที่ระบุการห้ามทำแท้งให้แก่สตรีที่ตั้งครรภ์เกินระยะเวลา 6 เดือน หากไม่มีการแสดงหลักฐานอย่างชัดเจนว่า มารดามีสุขภาพกายและจิตใจที่ย่ำแย่จนไม่อาจตั้งครรภ์ต่อได้ไหว

อัยการยังกล่าวว่า นพ.กอสเนลล์ เปิดดำเนินการคลีนิกโดยใช้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนและไม่มีความเชี่ยวชาญ ที่รวมถึงนางเพิร์ล ภรรยาของเขา ที่ยอมรับสารภาพผิด

เจ้าหน้าที่ยังเผยว่า การตรวจสอบคลีนิกดังกล่าว ในย่านเวสต์ ฟิลาเดลเฟีย พบว่า เต็มไปด้วยถุงและขวดบรรจุตัวอ่อนทารกจำนวนมาก ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆเต็มไปด้วยคราบเลือด เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดสกปรก และพบว่ามีแมวหลายตัวเดินเพ่นพ่านในคลีนิก

misoprostol ตัวยาที่เป็นอันตรายกับหญิงตั้งครรภ์

ยารักษาโรคบางอย่างไม่ควรจะใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร แต่ยารักษาโรคอื่น ๆ อาจจะนำมาใช้อย่างปลอดภัยในการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร


คุณควรปรึกษาแพทย์หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนการตั้งครรภ์ก่อนที่จะใช้ยาใด ๆ


ไซโตเทค (Cytotec) ไม่ควรใช้กับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังวางแผนการตั้งครรภ์เพราะอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ (มันจะถูกใช้โดยผู้เชี่ยวชาญในการยุติการตั้งครรภ์)


Misoprostol มีสาร prostaglandins ซึ่งมีผลทำให้เกิดการหดตัวของมดลูก มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ในการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย


หากคุณต้องการใช้ยาตัวนี้ คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของคุณเอง


ยานี้สามารถผ่านเข้าไปในเต้านมได้ ซึ่งผู้ผลิตระบุว่ามันไม่ควรจะถูกใช้โดยผู้หญิงที่ให้นมบุตร

misoprostol

วัยรุ่นเวียดนามทำแท้งสูงที่สุดในกลุ่มชาติอาเซียน

เวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราการทำแท้งของวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-19 ปี สูงที่สุดในกลุ่มชาติอาเซียน และเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยทำแท้งถึงปีละ 3 แสนคน สาเหตุเชื่อว่าเป็นเพราะขาดความรู้เรื่องการป้องกัน

ในอดีต อัตราการทำแท้งของวัยรุ่นอยู่ที่ร้อยละ 5 ถึง 7 ต่อปี แต่ในปัจจุบันตัวเลขนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 อาจเป็นเพราะสภาพสังคมและทัศนคติของเยาวชนที่เปลี่ยนไป รวมถึงการไม่ใส่ใจในความสำคัญของเพศศึกษาและการคุมกำเนิด

เหงียน ที ฮง มิน ผู้อำนวยการแผนกวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลแม่และเด็ก กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลพบว่ามีหลายกรณีที่หญิงสาวกลับมาทำแท้งมากกว่า 1 ครั้ง และเมื่อเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเรื่องการคุมกำเนิด หญิงสาวเหล่านี้ก็รับฟังอย่างตั้งใจ แต่สุดท้ายแล้วหลายคนก็ตั้งครรภ์ซ้ำและกลับมาทำแท้งอีก ซึ่งทางโรงพยาบาลไม่เข้าใจว่าทำไมวัยรุ่นสาวเหล่านี้จึงไม่หาทางป้องกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ทั้งเจ้าหน้าที่และพยาบาลกำลังใช้ความพยายามที่จะทำความเข้าใจเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

ในที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนครอบครัว ก็พบว่าสิ่งที่หญิงสาวเหล่านี้ไม่มี คือ ความรู้เรื่องเพศศึกษา การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยนหลักสูตรการอบรมให้มีความทันสมัย อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของทางโรงพยาบาลฝ่ายเดียว แต่ควรมีการส่งเสริมทั้งในโรงเรียน และภายในครอบครัว โดยผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมด้วย เนื่องจากเยาวชนต้องการการชี้นำและการดูแลเอาใจใส่ให้เดินไปในทางที่ถูก และอีกทางหนึ่งที่เยาวชนทำได้ คือการเข้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่เชื่อถือได

สุดสลด! สาว 21 ทำแท้งเถื่อน ตกเลือดดับคาบ้านพักตัวเอง

สุดสลด! สาว 21 ทำแท้งเถื่อน ตกเลือดดับคาบ้านพักตัวเอง

 

พบศพสาววัย 21 นอนเสียชีวิตในบ้านพัก จ.ยะลา ตำรวจคาดหมอเถื่อนเปิดห้องทำแท้ง แต่ผู้ตายเลือดไหลไม่หยุด จึงช็อกดับคาเตียง

วันนี้ (24สิงหาคม2556) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุพบหญิงสาวเสียชีวิตในบ้านพักแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา เมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 23 สิงหาคม โดยที่เกิดเหตุ อยู่ที่บ้านเลขที่ 18/9 ม.3 พบศพหญิงสาวอายุ 21 ปี นอนจมกองเลือด เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ภายในห้องไม่พบร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด

จาก การสอบถาม นางสมศรี วาดด้วงจันทร์ อายุ 48 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นรปภ.รักษาความปลอดภัย ทราบว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา มีชายอายุประมาณ 45 ปี ซึ่งเป็นแพทย์ประจำคลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา ก่อนที่จะมีหญิงสาว 3 คน เข้ามาให้ห้องพักที่เกิดเหตุ ซึ่งมีการเดินเข้า-ออกตลอดทั้งวัน และในช่วงเที่ยงของวันที่ 20สิงหาคม ก็มีการเดินออกจากบ้านไป ตนเห็นท่าทางแปลกๆมีพิรุจ จึงเดินตามไปดู เห็นประตูเปิดอ้าอยู่ เมื่อลองเปิดประตูดูก็พบ ผู้ตายนอนเสียชีวิตในภาพมีเลือดไหลเกรอะกรัง และพบผ้าอ้อมเปื้อนเลือดอีก 2 ชิ้น ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้อง

นางสมศรี กล่าวด้วยว่า ชายกลางคนที่มามักจะมาเป็นประจำ ซึ่งแต่ละครั้งก็จะอยู่ ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง พร้อมกับหญิงสาววัยรุ่นตามเข้าไปในห้องด้วยทุกครั้ง

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ตายน่าจะตั้งครรภ์ในวัยเรียน จึงหาทางออกด้วยการทำแท้ง และใช้บริการหมอเถื่อน มาทำแท้งที่บ้านแห่งนี้ แต่เกิดอาการตกเลือด จนทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเก็บรวบรวมหลักฐาน และติดตามตัวแก๊งหมอทำแท้งเถื่อนมาดำเนินคดีต่อไป