เนเธอร์แลนด์ก็มีกฏหมายทำแท้งเหมือนกัน

การทำแท้งในเนเธอร์แลนด์ได้รับการรับรองอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1984 ทำให้การทำแท้งเป็นไปตามความต้องการจนถึงสัปดาห์ที่ยี่สิบเอ็ด [1]การทำแท้งด้วยเหตุผลทางการแพทย์สามารถทำได้จนถึง 24 สัปดาห์ [1]มีระยะเวลารอคอยห้าวันสำหรับการทำแท้ง

การทำแท้งถือว่าผิดกฎหมายภายใต้ประมวลกฎหมายอาญาของปี 1886 ความเชื่อมั่นล้วน แต่ถูกกีดกันอย่างไรก็ตามตามข้อกำหนดที่ฝ่ายโจทก์พิสูจน์ว่าทารกในครรภ์ยังมีชีวิตอยู่จนกระทั่งการทำแท้ง การกระทำทางศีลธรรมปี 1911 ปิดช่องโหว่นี้และห้ามการทำแท้งอย่างเคร่งครัดทั้งหมดยกเว้นการกระทำเพื่อช่วยชีวิตหญิงตั้งครรภ์

ถูกต้องตามกฎหมายมาถึงแถวหน้าของการอภิปรายสาธารณะในประเทศเนเธอร์แลนด์ในช่วงปี 1970 เป็นประเทศในยุโรปตะวันตกอื่น ๆ อีกมากมายเปิดเสรีกฎหมายของพวกเขา อย่างไรก็ตามStaten-Generaalไม่สามารถบรรลุฉันทามติระหว่างผู้ถูกต้องตามกฎหมายที่เป็นปฏิปักษ์กับผู้ที่ยินยอมให้ทำแท้งและผู้ที่นิยมใช้มาตรการประนีประนอม กฎหมายการทำแท้งที่ขัดแย้งถูกส่งผ่านในปี 1981 ด้วยคะแนนเสียงสวิงเดี่ยว: 76 โปรและ 74 ต่อต่อต้านในสภาผู้แทนราษฎรและ 38 โปรและ 37 กับวุฒิสภาใน กฎหมายออกจากการทำแท้งอาชญากรรมเว้นแต่จะดำเนินการที่คลินิกหรือโรงพยาบาลที่ออกใบรับรองการทำแท้งอย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลเนเธอร์แลนด์และผู้หญิงที่ขอทำแท้งประกาศว่าเธอคิดว่าเป็นเรื่องฉุกเฉิน กฎหมายมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1984

ปัจจุบันมีโรงพยาบาลดัตช์ทั่วไปมากกว่า 100 แห่งที่ได้รับการรับรองให้ทำแท้งและมีคลินิกทำแท้ง 17 แห่ง การทำแท้งมากกว่า 90% เกิดขึ้นในคลินิกเฉพาะทาง

ในประเทศเนเธอร์แลนด์การทำแท้งที่ดำเนินการโดยคลินิกที่ได้รับการรับรองหรือโรงพยาบาลนั้นได้รับอนุญาตอย่างมีประสิทธิภาพ ณ จุดใด ๆ ระหว่างความคิดและความมีชีวิตภายใต้ระยะเวลารอห้าวัน หลังจากไตรมาสแรกขั้นตอนจะเข้มงวดขึ้นเนื่องจากแพทย์สองคนต้องยินยอมให้รักษา ในทางปฏิบัติการทำแท้งจะดำเนินไปจนถึงประมาณ 24 สัปดาห์ในการตั้งครรภ์แม้ว่าข้อ จำกัด นี้เป็นหัวข้อของการสนทนาอย่างต่อเนื่องในหมู่แพทย์ในเนเธอร์แลนด์เนื่องจากเนื่องจากความก้าวหน้าทางการแพทย์เมื่อเร็ว ๆ นี้บางครั้งทารกในครรภ์สามารถพิจารณาได้ จากการถกเถียงครั้งนี้การทำแท้งทำได้ไม่บ่อยนักหลังจากตั้งครรภ์ได้ 22 สัปดาห์ การทำแท้งจะต้องดำเนินการในโรงพยาบาล

จำนวนการทำแท้งค่อนข้างคงที่ในศตวรรษที่ 21 ประมาณ 28,000 ต่อปี [2] [3]ตั้งแต่ปี 2010 อัตราการทำแท้ง 9.7 การทำแท้งต่อผู้หญิง 1,000 คนที่มีอายุระหว่าง 15–44 ปี

กลุ่มประเทศในอียู ร่วมรณรงค์วิธีการสอนนับอายุครรภ์

วันนี้มีกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ในหลายประเทศในยุโรปได้ออกมาเดินรณรงค์ให้โรงพยาบาลเปิดหลักสูตรการสอนนับอายุครรภ์ในหญิงตั้งครรภ์เพื่อเป็นวิทยาทานในการสำรวจอายุครรภ์ด้วยตัวเองก่อนที่จะวางแผนครอบครัวต่อไป โดยในงานได้มีประชาชนจำนวนมากที่ให้ความสนใจออกมาร่วมฟังในครั้งนี้ร่วม 2,000 คนเลยทีเดียว สำหรับเนื้อเรื่องเด่นว่าด้วยการสอนนับอายุครรภ์มีดังนี้

การนับอายุครรภ์ เราจะเริ่มนับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย หน่วยของอายุครรภ์จะนับเป็นสัปดาห์จากปฏิทินสมมุติให้วันนี้คือวันที่ 30 มีนาคม วันแรกของประจำเดือนครั้งล่าสุดคือวันที่ 30 ม.ค.

ดังนั้นอายุครรภ์คือ ประมาณ 8 สัปดาห์ ถือเป็นการยกตัวอย่างแบบง่ายให้ผู้สนใจได้เข้าใจหลักเกณฑ์

งานทำแท้งที่จัดโดยกรมอนามัยของมาเลเซีย

กรมอนามัยของประเทศมาเลเซีย ได้จัดนิทรรศการชื่อว่าอบรมการทำแท้ง สำหรับหญิงที่ต้องการทำแท้ง
ภายในงานได้เชิญวิทยากรที่พร้อมให้ความรู้เกี่ยวกับการทำแท้งที่ปลอดภัยด้วยยา


วิธีการทางเพศ – ระบบประสาทเพื่อแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างเพศและสิทธิในการเจริญพันธุ์ (SRHR) ผู้ชมแต่ละคนจะได้รับแผ่นพับ, แมกกาซีน,
สติกเกอร์และปุ่มพินแบ็คที่ทำแท้งอย่างปลอดภัย

ภายในนิทรรศการมีบรรยายเกี่ยวกับวิธีการทำแท้งด้วยวิธีต่างๆ ตัวอย่างยา cytotec, ru486, cytolog
โดยนิทรรศการนำผู้ชมไปรับชมข้อเท็จจริงและประสบการณ์ของบุคคลที่เคยทำแท้งด้วยยามาก่อน
การบรรยายยังกล่าวถึงประเด็นหลัก 4 ข้อคือ

อย่างแรกคือตลาดมืดของยาทำแท้ง
ประการที่สองเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทำแท้งทั้งในสื่อออฟไลน์และออนไลน์
ประการที่สามพื้นที่ของบุคคลที่มองหาการทำแท้ง
ประการที่สี่ตำนานและวิธีการทำแท้งที่อันตราย ในที่สุดสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบุคคลที่เกิดจากวิธีการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

ผู้เข้าชมยังได้มีส่วนร่วมในเกมต่างๆในกิจกรรมนั้นๆ และยังได้ ฉายภาพยนตร์ที่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดนิทรรศการเช่นกัน การฉายภาพยนตร์ได้สัมผัสกับ
ประวัติศาสตร์ของยาทำแท้งและปัญหาทางการเมืองและการเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัยนอกประเทศมาเลเซีย การฉายภาพยนตร์เรื่องเรือ (2014)
ได้สรุปนิทรรศการที่เกี่ยวกับการเข้าถึงการทำแท้งอย่างปลอดภัยเป็นปัญหาที่ควรค่าแก่การจดจำ

ยากไหมหากจะซื้อยาทำแท้งมาทำเองที่บ้าน

ไม่คุณสามารถใช้ ru486 และ cytotec ได้ด้วยตัวเอง การใช้ Mifepristone และ Misoprostol นั้นง่ายพอๆกับการใช้ยาสอดทั่วไป คุณจะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ของเราอย่าถูกต้องเกี่ยวกับวิธีการใช้ยา โทรเข้ามาหาเราเพื่อรับคำปรึกษา หากคุณมีคำถามเกี่ยวกับขั้นตอนใด ๆ ของกระบวนการคุณสามารถติดต่อสายด่วน การทำแท้งด้วยยาไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในโรงพยาบาลหรือคลินิกปฐมพยาบาล 64 ความเสี่ยงของการทำแท้งด้วยยาเหมือนกันกับการแท้ง ประมาณ 15% ของการตั้งครรภ์ทั้งหมดสิ้นสุดในการคลอดก่อนกำหนด การแท้งบุตรเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงพยาบาล แต่มักจะอยู่ที่บ้าน ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้วิธีจัดการกับตัวเองและไปโรงพยาบาลเฉพาะในกรณีที่มีปัญหาเช่นเลือดออกหนักหรือมีไข้ การทำแท้งด้วยยาทำให้เกิดการแท้ง

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจากต่างประเทศแนะ “วิธีใช้ยาทำแท้งอย่างปลอดภัย”

วันนี้ 30 มิถุนายน 2562 กรมสนับสนุนบริการสุขภาพจากสหรัฐอเมริกาได้ออกมาแนะนำวิธีการทำแท้งอย่างปลอดภัย เพื่อให้วัยรุ่นที่ไม่พร้อมมีบุตรได้เรียนรู้วิธีการใช้ยา โดยมีเนื้อหาดังนี้

  • ขั้นตอนที่1 ทาน ru486 (Mifepristone) 1 เม็ด
  • ขั้นตอนที่2 หลังจากนั้น 12 ชั่วโมง สอดยา cytotec (Misoprostol) 4 เม็ด เข้าทางช่องคลอด โดยต้องสอดให้ยาเข้าไปจนถึงหน้าปากมดลูก

หากเลือดไหลน้อยกว่าที่คุณคาดการณ์ไว้หรือหากคุณสงสัยว่ากระบวนการการแท้งได้เริ่มขึ้นแล้วหรือไม่หลังจากที่ใช้ยาไมโซโพรสทอลโดสแรกไปแล้ว3 ชั่วโมงให้คุณสอดยาไมโซโพลสทอลอีกสองเม็ดไว้ใต้ลิ้นอมไว้30 นาทีจนเม็ดยาละลายหลังผ่านไป30 นาทีให้คายเม็ดยาส่วนที่เหลือทิ้ง 

หากเลือดของคุณยังไม่ไหลและคุณยังเหลือยาไมโซโพรสทอลอยู่ให้คุณทำแบบเดิมซ้ำคือสอดไมโซโพรสทอลไว้ใต่ลิ้นอมไว้30 นาทีแล้วคายทิ้งเช่นนี้ทุกๆ3 ชั่วโมงต่อไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะเริ่มมีเลือดไหลได้สูงสุดไม่เกินอีก5 รอบ ทั้งหมด

เราแนะนำให้คุณใช้ยาไมโซโพรสทอลด้วยการสอดยาไว้ให้ลิ้น เนื่องจากวิธีนี้จะไม่มีตัวยาหลงเหลืออยู่ในร่างกายของคุณในกรณีที่คุณจำเป็นต้องไปโรงพยาบาล  เนื่องจากไม่มีการตรวจเลือดใดที่สามารถตรวจพบตัวยาไมโซโพราทอลในร่างกายของคุณได้ ดังนั้นแพทย์จึงไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคุณพยายามทำแท้งเองด้วยยา

“ท้องไม่พร้อม” กับวิธีการคุมกำเนิดอย่างปลอดภัย

ทำไมประเทศไทยถึงเกิดปัญหา “การท้องไม่พร้อม” ซึ่งหากมองถึงต้นเหตุคนเราก็คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ควบคุมง่าย เหตุใดจึงไม่รู้จักคุมกำเนิด เพราะคุมไม่ยาก น่าจะมุ่งเน้นที่การป้องกันเมื่อมีเพศสัมพันธ์กันมากกว่า ส่วนการแก้ที่ปลายเหตุด้วยการทำแท้งไม่น่าจะสนับสนุน

แต่เรื่องนี้ก็เป็นเหมือนเหรียญ 2 ด้าน เพราะการที่ผู้หญิงทำแท้งไม่ได้ เลี้ยงลูกก็ไม่ได้ แล้วทิ้งลูกที่เกิดมาก็มีอยู่ในสังคมตลอด เธอและคู่คิดและทำเช่นนั้น มีเหตุผลมาจากอะไร การไม่ป้องกันหรือป้องกันได้ไม่ดีนั้นมีเหตุจากอะไร?

วันที่ 20 ต.ค. เครือข่ายแพทย์อาสา แจ้งมาว่า พบศพทารกในกล่องหน้าบ้านเช่าที่ จ.สุรินทร์ มีจดหมายแนบในกล่อง ความว่าไม่มีปัญญาเลี้ยง คาดว่าทารกขาดอากาศและเสียชีวิต กรณีแบบนี้หากทำแท้งตั้งแต่ตั้งท้องไม่พร้อม 2 – 3 เดือนแรกจะดีกว่าไหม?

16 ธ.ค. เขตยานนาวา กรุงเทพฯ พบทารกแรกเกิดถูกทิ้งที่หน้าบ้าน ในซอย มีเสื้อยืดสีแดงห่อตัวคลุมด้วยเสื้อกันหนาวสีดำ ทารกแข็งแรงดี

5 ม.ค. ที่อำเภอหางดง จ.เชียงใหม่ มีทารกอยู่ในกระเป๋าวางทิ้งข้างสระน้ำ ชาวบ้านมาพบ อาการปลอดภัย

18 ก.พ. ที่อำเภอร้องกวาง จ.แพร่ คนขายลอตตารี่พบทารกวางทิ้งอยู่ข้างโกดังร้าง ตำรวจคาดว่าวัยรุ่นท้องไม่พร้อมแอบมาคลอดในห้องน้ำคนงาน ทารกถูกนำส่งโรงพยาบาล อาการปลอดภัย

อย่างไรก็ดี เมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา มีรายงานศึกษาเรื่อง เด็กถูกทอดทิ้ง: ปัญหาที่สังคมต้องเยียวยา โดยนายพศิษฐ์ สิงห์ลำพอง ว่าสาเหตุสำคัญของการทิ้งเด็กคือการขาดความพร้อมที่จะเลี้ยงลูกได้ จากปัญหาความเข้าใจในการมีครอบครัว ฐานะการเงิน ยังต้องศึกษาต่อ รวมทั้งเป็นการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ปัญหาครอบครัวในเรื่องการใช้ความรุนแรง การหย่าร้าง เด็กพิการ ซึ่งผลกระทบจากการทิ้งเด็กจะสร้างภาระให้กับสังคมที่จะต้องดูแล และจะมีผลกับเด็ก คือมีพัฒนาการล่าช้า รวมถึงการไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง ทำให้มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม

ลุงหมอจะเล่าความจริงเรื่องการคุมกำเนิด ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ท้องแบบ “เซอร์ไพรส์” โดยลุงหมอขอเรียกว่า “แบบอย่างการปฏิบัติการป้องกันการท้อง” มีดังนี้ คือ

1.”ความประมาท” นักศึกษาวัย 16 ปีกับแฟนวัยเดียวกัน มีเพศสัมพันธ์แล้วไม่ค่อยคุม เพราะคิดว่ามีอะไรกันแล้ว ประจำเดือนก็มาปกติดี จึงไม่คิดว่าจะท้องง่ายๆ ปรากฏว่าตั้งครรภ์ 8 สัปดาห์แล้ว

2.”ความกลัว” นักศึกษาวัย 18 ปี เวลาแฟนใส่ถุงยางแล้วเจ็บ แฟนก็เลยหลั่งภายนอก มีเผลอหลั่งในบ้าง และบางครั้งก็ใส่ถุงยาง ถุงยางรั่ว จึงกินยาคุมฉุกเฉิน 1 เม็ดห่างกัน 12 ชั่วโมง ผลคือท้อง

3.”ความเผลอ” นักศึกษาสาวท้องได้ 4 สัปดาห์ 2 วัน มีแฟนอยู่แล้วอายุ 50 ปี แต่เผลอไปมีอะไรกับผู้ชายอีกคน เธอว่า “หนูเมาค่ะ เขาก็เมา เลยไม่ได้ป้องกัน”

4.”กินยาคุม 2 อย่าง” สาววัย 19 ปี ทำงานแล้วมีลูก 2 คน ท้องได้ 6 สัปดาห์กับแฟนใหม่แล้วเลิกกัน คุมกำเนิดด้วยการกินยาคุมฉุกเฉินแล้วต่อด้วยยาคุมชนิดรายเดือน

5.”กินๆ หยุดๆ” นักศึกษาวัย 15 ปีท้อง เนื่องจากกินยาคุมรายเดือนไม่ต่อเนื่อง กิน 1 เดือน หยุด 1 เดือน เธอบอกว่า หาร้านขายยายาก จึงขี้เกียจออกไปหาซื้อตามจังหวัดข้างเคียง และบอกว่ากินยาคุมแผงหนึ่งก็จะคุมต่อได้อีก 1 – 2 เดือน ซึ่งช่วงที่เธอหยุดกินก็มีเพศสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ใช้ถุงยางหรือใช้วิธีหลั่งภายนอก

6.”กลัวยาคุมมีผลต่อลูก” สาววัย 20 ปี ตั้งครรภ์ 8 สัปดาห์ สามีของเธอคิดว่าการกินยาคุมทั้งแบบรายเดือนและฉุกเฉินจะมีผลเสียต่อการมีลูก จากที่พบข้อมูลในอินเทอร์เน็ตว่าอาจไม่มีลูก หรือมีลูกที่ไม่แข็งแรง ทำให้ระบบภายในมีปัญหา จึงคุมแบบหลั่งภายนอก

7.”หลั่งภายนอกครั้งที่ 2 พลาด” สาววัย 18 ปี เธอแต่งงานกับสามีอายุ 50 ปี สามีคิดว่าอายุมากแล้วและอนาคตฝ่ายหญิงอาจมีผู้ชายคนใหม่จึงไม่อยากให้กินยาคุม เพราะกลัวผลกระทบจะมีลูกยาก เลยใช้วิธีหลั่งภายนอกมาได้ 1 ปี เพราะมั่นใจว่าหลั่งนอกได้ถูก พอมีเพศสัมพันธ์ต่อครั้งที่ 2 ก็หลั่งนอกอีก ตอนนี้เธอท้องได้ 14 สัปดาห์

8.”กลัวการใช้ถุงยาง” นักศึกษาวัย 21 ปี คบกับแฟนได้ 6 เดือน และมีเพศสัมพันธ์กันตั้งแต่อายุ 17 ปีโดยใช้ถุงยางอนามัยตลอดก็ไม่เคยท้อง เธออ่านพบบทความในวารสารว่า ถ้าใช้ถุงยางจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูก ก็เลยคิดว่ามีส่วนไหมที่ทุกวันนี้คนเป็นมะเร็งปากมดลูกกันเยอะ ก็เลยให้แฟนใช้วิธีหลั่งภายนอก ผลคือ ท้อง

9.”ไม่ลืมกินยาคุม” หญิงวัย 40 ปี ตั้งแต่แต่งงานมาได้ 1 ปี จะกินยาคุมทุกวันก่อนนอน โดยไล่กินตามแถวของแผงยาตลอด คิดว่าไม่ลืมกิน และไม่เคยหยุดกิน ตอนนี้มีแฟนใหม่ชาวต่างประเทศอายุ 55 ปี ท้องได้ 8 สัปดาห์ 6 วัน

10.”นานๆ สามีกลับบ้าน” หญิงวัย 35 ปี ท้อง 12 สัปดาห์ 5 วัน เพราะไม่ได้คุมกำเนิด เธอผ่าตัดถุงน้ำรังไข่ข้างหนึ่งหลายปีก่อน อีกอย่างแฟนทำงานต่างจังหวัด นานๆ กลับมาบ้านที เลยคิดว่าไม่น่าจะท้องง่าย

11.”ลืมกินยาคุมไป 3 วัน” สาววัย 25 ปี ท้อง 7 สัปดาห์ เธอไม่กล้าฉีดยาคุมเพราะกลัวเข็มและการฉีดยา และเคยได้ยินว่าต้องมีลูกก่อนจึงจะฉีดยาคุมได้ ครั้งนั้นเธอไปต่างจังหวัดโดยไม่ได้เอายาคุมไปด้วย ไม่ได้กินยา 2 วัน ซึ่งเป็นช่วง 10 กว่าวันหลังมีประจำเดือน และมีเพศสัมพันธ์กับแฟนครั้งเดียว โดยไม่ได้สวมถุงยาง รุ่งเช้ากินยาคุมฉุกเฉิน แต่ก็ยังท้อง เธอแปลกใจว่าทำไมยังท้องได้

แพทย์มะกันมีความผิดฐานสังหารทารก 3 ราย จากคลีนิกทำแท้งผิดกฎหมาย

แพทย์ชาวอเมริกันรายหนึ่งถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมทารก 3 ราย ที่เป็นผลจากการทำแท้งอย่างผิดกฎหมาย

นายแพทย์ เคอร์มิต กอสเนลล์ วัย 72 ปี สูตินรีแพทย์ชาวเมืองฟิลาเดลเฟีย ถูกดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรมทารก 3 ราย ที่เสียชีวิตจากผลของการทำแท้งอย่างผิดกฎหมายเมื่อ 3 ปีก่อน รวมถึงการสังหารทารกรายที่ 4 ที่ถูกตัดลำคอ และข้อหาการทำให้คนตายโดยไม่เจตนา หลังจากที่ผู้ป่วยรายหนึ่งเสียชีวิตจากการรับยามากเกินไป ซึ่งถือเป็นความผิดอาญาร้ายแรงและอาจต้องรับโทษประหารชีวิต


อัยการเมืองฟิลาเดลเฟีย รัฐเพนซิลเวเนีย ระบุว่า นพ.กอสเนลล์ มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ด้วยการรับทำแท้งหญิง 3 คน โดยใช้กรรไกรตัดเส้นประสาทบริเวณไขสันหลังของทารกแต่ละราย และความผิดในการทำให้คนตายโดยไม่เจตนา จากการวางยาสลบหญิงรายหนึ่งที่มาทำแท้งในปริมาณที่มากเกินขนาด ซึ่งทำให้เธอหัวใจวายและเสียชีวิต เมื่อช่วงเดือนม.ค. 2011

ผลการพิจารณาคดีในศาลพบว่า หนึ่งในทารกที่เสียชีวิต มีอายุเกือบ 30 สัปดาห์ ขณะที่ตัวอ่อนทารกอีกรายพบว่าพยายามยื้อเพื่อมีชีวิตต่ออีกนานกว่า 20 นาที ส่วนตัวอ่อนทารกรายที่สาม พบว่าถูกเอาออกในห้องน้ำ ก่อนที่เจ้าหน้าที่คลีนิกจะใช้กรรไกตัดเส้นประสาทบริเวณไขสันหลัง

ศาลยังตัดสินให้ นพ.กอสเนลล์มีความผิดอีก 21 กระทง ซึ่งเท่ากับจำนวนหญิงมีครรภ์ที่มารับบริการทำแท้งเถื่อนที่คลินิกของเขา ซึ่งทุกรายล้วนมีอายุครรภ์เกิน 24 สัปดาห์ ถือเป็นการละเมิดกฎหมายของรัฐเพนซิลเวเนีย ที่ระบุการห้ามทำแท้งให้แก่สตรีที่ตั้งครรภ์เกินระยะเวลา 6 เดือน หากไม่มีการแสดงหลักฐานอย่างชัดเจนว่า มารดามีสุขภาพกายและจิตใจที่ย่ำแย่จนไม่อาจตั้งครรภ์ต่อได้ไหว

อัยการยังกล่าวว่า นพ.กอสเนลล์ เปิดดำเนินการคลีนิกโดยใช้เจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนและไม่มีความเชี่ยวชาญ ที่รวมถึงนางเพิร์ล ภรรยาของเขา ที่ยอมรับสารภาพผิด

เจ้าหน้าที่ยังเผยว่า การตรวจสอบคลีนิกดังกล่าว ในย่านเวสต์ ฟิลาเดลเฟีย พบว่า เต็มไปด้วยถุงและขวดบรรจุตัวอ่อนทารกจำนวนมาก ขณะที่เฟอร์นิเจอร์ต่างๆเต็มไปด้วยคราบเลือด เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดสกปรก และพบว่ามีแมวหลายตัวเดินเพ่นพ่านในคลีนิก

misoprostol ตัวยาที่เป็นอันตรายกับหญิงตั้งครรภ์

ยารักษาโรคบางอย่างไม่ควรจะใช้ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร แต่ยารักษาโรคอื่น ๆ อาจจะนำมาใช้อย่างปลอดภัยในการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร


คุณควรปรึกษาแพทย์หากคุณกำลังตั้งครรภ์หรือวางแผนการตั้งครรภ์ก่อนที่จะใช้ยาใด ๆ


ไซโตเทค (Cytotec) ไม่ควรใช้กับหญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ที่กำลังวางแผนการตั้งครรภ์เพราะอาจเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ (มันจะถูกใช้โดยผู้เชี่ยวชาญในการยุติการตั้งครรภ์)


Misoprostol มีสาร prostaglandins ซึ่งมีผลทำให้เกิดการหดตัวของมดลูก มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะใช้ในการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย


หากคุณต้องการใช้ยาตัวนี้ คุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของคุณเอง


ยานี้สามารถผ่านเข้าไปในเต้านมได้ ซึ่งผู้ผลิตระบุว่ามันไม่ควรจะถูกใช้โดยผู้หญิงที่ให้นมบุตร

misoprostol

วัยรุ่นเวียดนามทำแท้งสูงที่สุดในกลุ่มชาติอาเซียน

เวียดนามเป็นประเทศที่มีอัตราการทำแท้งของวัยรุ่นอายุระหว่าง 15-19 ปี สูงที่สุดในกลุ่มชาติอาเซียน และเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยทำแท้งถึงปีละ 3 แสนคน สาเหตุเชื่อว่าเป็นเพราะขาดความรู้เรื่องการป้องกัน

ในอดีต อัตราการทำแท้งของวัยรุ่นอยู่ที่ร้อยละ 5 ถึง 7 ต่อปี แต่ในปัจจุบันตัวเลขนี้ได้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10 อาจเป็นเพราะสภาพสังคมและทัศนคติของเยาวชนที่เปลี่ยนไป รวมถึงการไม่ใส่ใจในความสำคัญของเพศศึกษาและการคุมกำเนิด

เหงียน ที ฮง มิน ผู้อำนวยการแผนกวางแผนครอบครัว โรงพยาบาลแม่และเด็ก กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลพบว่ามีหลายกรณีที่หญิงสาวกลับมาทำแท้งมากกว่า 1 ครั้ง และเมื่อเจ้าหน้าที่ให้คำแนะนำเรื่องการคุมกำเนิด หญิงสาวเหล่านี้ก็รับฟังอย่างตั้งใจ แต่สุดท้ายแล้วหลายคนก็ตั้งครรภ์ซ้ำและกลับมาทำแท้งอีก ซึ่งทางโรงพยาบาลไม่เข้าใจว่าทำไมวัยรุ่นสาวเหล่านี้จึงไม่หาทางป้องกันระหว่างมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ทั้งเจ้าหน้าที่และพยาบาลกำลังใช้ความพยายามที่จะทำความเข้าใจเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด

ในที่สุด ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผนครอบครัว ก็พบว่าสิ่งที่หญิงสาวเหล่านี้ไม่มี คือ ความรู้เรื่องเพศศึกษา การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และการใช้ยาคุมกำเนิด ซึ่งทางโรงพยาบาลจำเป็นต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยนหลักสูตรการอบรมให้มีความทันสมัย อย่างไรก็ตาม การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาไม่ใช่หน้าที่ของทางโรงพยาบาลฝ่ายเดียว แต่ควรมีการส่งเสริมทั้งในโรงเรียน และภายในครอบครัว โดยผู้ปกครองต้องมีส่วนร่วมด้วย เนื่องจากเยาวชนต้องการการชี้นำและการดูแลเอาใจใส่ให้เดินไปในทางที่ถูก และอีกทางหนึ่งที่เยาวชนทำได้ คือการเข้าปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่เชื่อถือได

สุดสลด! สาว 21 ทำแท้งเถื่อน ตกเลือดดับคาบ้านพักตัวเอง

สุดสลด! สาว 21 ทำแท้งเถื่อน ตกเลือดดับคาบ้านพักตัวเอง

 

พบศพสาววัย 21 นอนเสียชีวิตในบ้านพัก จ.ยะลา ตำรวจคาดหมอเถื่อนเปิดห้องทำแท้ง แต่ผู้ตายเลือดไหลไม่หยุด จึงช็อกดับคาเตียง

วันนี้ (24สิงหาคม2556) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองยะลา เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุพบหญิงสาวเสียชีวิตในบ้านพักแห่งหนึ่งใน จ.ยะลา เมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 23 สิงหาคม โดยที่เกิดเหตุ อยู่ที่บ้านเลขที่ 18/9 ม.3 พบศพหญิงสาวอายุ 21 ปี นอนจมกองเลือด เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ภายในห้องไม่พบร่องรอยการต่อสู้แต่อย่างใด

จาก การสอบถาม นางสมศรี วาดด้วงจันทร์ อายุ 48 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นรปภ.รักษาความปลอดภัย ทราบว่า เมื่อช่วงเช้าวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา มีชายอายุประมาณ 45 ปี ซึ่งเป็นแพทย์ประจำคลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา ก่อนที่จะมีหญิงสาว 3 คน เข้ามาให้ห้องพักที่เกิดเหตุ ซึ่งมีการเดินเข้า-ออกตลอดทั้งวัน และในช่วงเที่ยงของวันที่ 20สิงหาคม ก็มีการเดินออกจากบ้านไป ตนเห็นท่าทางแปลกๆมีพิรุจ จึงเดินตามไปดู เห็นประตูเปิดอ้าอยู่ เมื่อลองเปิดประตูดูก็พบ ผู้ตายนอนเสียชีวิตในภาพมีเลือดไหลเกรอะกรัง และพบผ้าอ้อมเปื้อนเลือดอีก 2 ชิ้น ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่วห้อง

นางสมศรี กล่าวด้วยว่า ชายกลางคนที่มามักจะมาเป็นประจำ ซึ่งแต่ละครั้งก็จะอยู่ ประมาณ 3 – 4 ชั่วโมง พร้อมกับหญิงสาววัยรุ่นตามเข้าไปในห้องด้วยทุกครั้ง

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า ผู้ตายน่าจะตั้งครรภ์ในวัยเรียน จึงหาทางออกด้วยการทำแท้ง และใช้บริการหมอเถื่อน มาทำแท้งที่บ้านแห่งนี้ แต่เกิดอาการตกเลือด จนทำให้เกิดภาวะช็อกและเสียชีวิตดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเก็บรวบรวมหลักฐาน และติดตามตัวแก๊งหมอทำแท้งเถื่อนมาดำเนินคดีต่อไป